เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ความตึงเครียดในภูมิภาคอินโดจีนเกิดขึ้น พร้อมกับ “สงครามเย็น” ที่เป็นการปะทะกันระหว่างแนวคิดเสรีประชาธิปไตย และคอมมิวนิสต์
ในเวียดนาม หลังความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง มีการแบ่งเวียดนามออกเป็น 2 ส่วนชั่วคราวที่เส้นขนานที่ 17 โดยเวียดนามเหนือ ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ขณะที่เวียดนามใต้ ปกครองโดยระบอบทุนนิยมประชาธิปไตย
จากทฤษฎีโดมิโน (Domino Theory) สหรัฐอเมริกาเชื่อว่า หากเวียดนามใต้ตกเป็นของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ลาว กัมพูชา และไทย จะล้มตามไปด้วยเหมือนตัวโดมิโน สหรัฐฯ จึงเข้าสนับสนุนรัฐบาลเวียดนามใต้อย่างเต็มตัว
สถานการณ์ในลาวเป็นสิ่งที่สหรัฐฯไม่อาจนิ่งเฉยได้เช่นกัน นั่นเพราะลาวเป็นดินแดนที่มีความเสี่ยงจากภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ ที่อาจลุกลามไปยังประเทศอื่น ๆ ต่างกันตรงที่สงครามในเวียดนาม สหรัฐได้กระทำสงครามอย่างเปิดเผย ขณะที่ในลาวสหรัฐให้การสนับสนุนอย่างปกปิด เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงเจนีวาปี 2497 ที่กำหนดให้ลาวเป็นประเทศเป็นกลาง ห้ามกองทัพต่างชาติเข้าตั้งฐานทัพ และได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “สงครามลับในลาว” ที่มีสำนักข่าวกรองกลาง (Central Intelligence Agency) หรือ CIA เป็นผู้อยู่บื้องหลัง
ก่อนปี พ.ศ. 2505 .. บ้านล่องแจ้งเป็นเพียงชุมชนชาวม้งเล็ก ๆ บนที่ราบกลางหุบเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของทุ่งไหหิน ด้วยความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่มีภูเขาสูงล้อมรอบ “ล่องแจ้ง” ถูกใช้เป็นฐานบัญชาการใหญ่ของกองทัพลาวฝ่ายขวา นำโดยพันตรีวังเปากับกองทัพทหารม้งที่ได้รับการฝึกฝนจาก CIA โดยสหรัฐฯทุ่มเททั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ และกำลังพลสูงสุดราว 30,000 นาย จนทำให้ล่องแจ้งกลายเป็นแหล่งเสบียง และคลังอาวุธขนาดใหญ่ราคาหลายพันล้านดอลล่าร์
สนามบินล่องแจ้ง เป็นหนึ่งในสนามบินลับหลายสิบแห่งที่ CIA สร้างขึ้นในลาว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรันเวย์ขนาดสั้นในหุบเขาสูงให้เครื่องบินแบบขึ้นลงระยะสั้นสามารถปฏิบัติภารกิจท่ามกลางภูมิประเทศที่ยากลำบากได้ ทั้งหมดคือจุดยุทธศาสตร์ในการลำเลียงเสบียง และสนับสนุนกองกำลังแก่ฝ่ายขวา
สนามบินล่องแจ้ง ถือเป็นความลับขั้นสูงสุดที่ไม่เคยปรากฏในแผนที่ และโลกภายนอกแทบไม่เคยรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวใด ๆ ที่เกิดขึ้นที่นี่
สงครามลับในลาวดำเนินมาจนถึงห้วงเวลาสุดท้าย เมื่อสหรัฐได้รับความสูญเสียอย่างมหาศาลจนต้องถอนทหารออกจากสงครามเวียดนามตาม "ข้อตกลงสันติภาพปารีส" และยุติสงครามลงในเดือนมกราคม พ.ศ. 2516 ส่งผลถึงบทบาทของสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนสงครามลับในลาวด้วย เมื่อปราศจากการสนับสนุนจากสหรัฐ ฝ่ายขวาในลาวจึงต้องยอมรับข้อเสนอหยุดยิงของฝ่ายซ้าย ภายใต้การลงนามใน “สัญญาเวียงจันทน์” (Vientiane Agreement) วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516
จนเมื่อฝ่ายคอมมิวนิสต์เริ่มรุกคืบยึดอำนาจในเมืองใหญ่ ๆ ได้ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2518 ล่องแจ้งก็หมดทางสู้ และนำไปสู่การตัดสินใจของนายพลวังเปาที่จำใจทำตามคำแนะนำของซีไอเอ เพราะเห็นว่าไม่อาจจะรักษาล่องแจ้งไว้ได้อีกต่อไป
การอพยพครั้งใหญ่เริ่มขึ้นระ หว่างวันที่ 10 ถึง 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 ด้วยปฏิบัติฉุกเฉินลำเลียงผู้คนจากสนามบินล่องแจ้งไปยัง สนามบินน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ในประเทศไทย ขณะที่ในวันสุดท้ายของการอพยพทางอากาศ ยังคงมีนักรบและผู้ลี้ภัยอีกหลายหมื่นคนถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง พวกเขาต่างคาดหวังว่า จะมีเครื่องบินกลับมาที่นี่อีกครั้ง แต่ไม่ช้าพวกเขาก็รู้ว่า ไม่มีเครื่องบินลำใดบินกลับมาที่ล่องแจ้งอีกเลย จากนั้นจึงเกิดคลื่นการอพยพทางบกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวม้งที่ต่างเดินเท้าหนีตายฝ่าป่าดงรกทึบ ทะลุเทือกเขา มุ่งหน้าลงใต้เพื่อข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาลี้ภัยในฝั่งไทย กลายเป็นจุดเริ่มต้นของศูนย์อพยพชาวม้งในประเทศไทย ก่อนชาวม้งนับแสนจะถูกส่งต่อไปยังประเทศที่สาม ทั้งสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส แคนาดา และออสเตรเลียในเวลาต่อมา
หลังสงครามลับได้จบสิ้นลง เมื่อชาวม้งและซีไอเออพยพออกไป เมืองล่องแจ้งได้ถูกทิ้งร้างและเงียบเหงา รัฐบาลลาวได้ประกาศให้ล่องแจ้งเป็นเขตทหารหวงห้ามอย่างเด็ดขาด ก่อนที่ในปี 2556 เมื่อสถานการณ์คลี่คลายไปราว 4 ทศวรรษ ทางการลาวได้ประกาศจัดตั้ง "แขวงไซสมบูรณ์" ขึ้น และกำหนดให้เมืองล่องแจ้งเป็นหนึ่งในเมืองหลักของแขวง พร้อมกับโยกย้ายข้าราชการ ครอบครัวทหาร และประชาชนชาวลาวหลากชาติพันธุ์ รวมถึงชาวม้งกลุ่มใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ปิดฉากเรื่องราวของ “สถานที่ที่ลับที่สุดในโลก” ในช่วงสงครามลับในลาวลงอย่างสมบูรณ์
เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ความตึงเครียดในภูมิภาคอินโดจีนเกิดขึ้น พร้อมกับ “สงครามเย็น” ที่เป็นการปะทะกันระหว่างแนวคิดเสรีประชาธิปไตย และคอมมิวนิสต์
ในเวียดนาม หลังความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง มีการแบ่งเวียดนามออกเป็น 2 ส่วนชั่วคราวที่เส้นขนานที่ 17 โดยเวียดนามเหนือ ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ขณะที่เวียดนามใต้ ปกครองโดยระบอบทุนนิยมประชาธิปไตย
จากทฤษฎีโดมิโน (Domino Theory) สหรัฐอเมริกาเชื่อว่า หากเวียดนามใต้ตกเป็นของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ลาว กัมพูชา และไทย จะล้มตามไปด้วยเหมือนตัวโดมิโน สหรัฐฯ จึงเข้าสนับสนุนรัฐบาลเวียดนามใต้อย่างเต็มตัว
สถานการณ์ในลาวเป็นสิ่งที่สหรัฐฯไม่อาจนิ่งเฉยได้เช่นกัน นั่นเพราะลาวเป็นดินแดนที่มีความเสี่ยงจากภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ ที่อาจลุกลามไปยังประเทศอื่น ๆ ต่างกันตรงที่สงครามในเวียดนาม สหรัฐได้กระทำสงครามอย่างเปิดเผย ขณะที่ในลาวสหรัฐให้การสนับสนุนอย่างปกปิด เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงเจนีวาปี 2497 ที่กำหนดให้ลาวเป็นประเทศเป็นกลาง ห้ามกองทัพต่างชาติเข้าตั้งฐานทัพ และได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “สงครามลับในลาว” ที่มีสำนักข่าวกรองกลาง (Central Intelligence Agency) หรือ CIA เป็นผู้อยู่บื้องหลัง
ก่อนปี พ.ศ. 2505 .. บ้านล่องแจ้งเป็นเพียงชุมชนชาวม้งเล็ก ๆ บนที่ราบกลางหุบเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของทุ่งไหหิน ด้วยความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่มีภูเขาสูงล้อมรอบ “ล่องแจ้ง” ถูกใช้เป็นฐานบัญชาการใหญ่ของกองทัพลาวฝ่ายขวา นำโดยพันตรีวังเปากับกองทัพทหารม้งที่ได้รับการฝึกฝนจาก CIA โดยสหรัฐฯทุ่มเททั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ และกำลังพลสูงสุดราว 30,000 นาย จนทำให้ล่องแจ้งกลายเป็นแหล่งเสบียง และคลังอาวุธขนาดใหญ่ราคาหลายพันล้านดอลล่าร์
สนามบินล่องแจ้ง เป็นหนึ่งในสนามบินลับหลายสิบแห่งที่ CIA สร้างขึ้นในลาว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรันเวย์ขนาดสั้นในหุบเขาสูงให้เครื่องบินแบบขึ้นลงระยะสั้นสามารถปฏิบัติภารกิจท่ามกลางภูมิประเทศที่ยากลำบากได้ ทั้งหมดคือจุดยุทธศาสตร์ในการลำเลียงเสบียง และสนับสนุนกองกำลังแก่ฝ่ายขวา
สนามบินล่องแจ้ง ถือเป็นความลับขั้นสูงสุดที่ไม่เคยปรากฏในแผนที่ และโลกภายนอกแทบไม่เคยรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวใด ๆ ที่เกิดขึ้นที่นี่
สงครามลับในลาวดำเนินมาจนถึงห้วงเวลาสุดท้าย เมื่อสหรัฐได้รับความสูญเสียอย่างมหาศาลจนต้องถอนทหารออกจากสงครามเวียดนามตาม "ข้อตกลงสันติภาพปารีส" และยุติสงครามลงในเดือนมกราคม พ.ศ. 2516 ส่งผลถึงบทบาทของสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนสงครามลับในลาวด้วย เมื่อปราศจากการสนับสนุนจากสหรัฐ ฝ่ายขวาในลาวจึงต้องยอมรับข้อเสนอหยุดยิงของฝ่ายซ้าย ภายใต้การลงนามใน “สัญญาเวียงจันทน์” (Vientiane Agreement) วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516
จนเมื่อฝ่ายคอมมิวนิสต์เริ่มรุกคืบยึดอำนาจในเมืองใหญ่ ๆ ได้ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2518 ล่องแจ้งก็หมดทางสู้ และนำไปสู่การตัดสินใจของนายพลวังเปาที่จำใจทำตามคำแนะนำของซีไอเอ เพราะเห็นว่าไม่อาจจะรักษาล่องแจ้งไว้ได้อีกต่อไป
การอพยพครั้งใหญ่เริ่มขึ้นระ หว่างวันที่ 10 ถึง 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 ด้วยปฏิบัติฉุกเฉินลำเลียงผู้คนจากสนามบินล่องแจ้งไปยัง สนามบินน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ในประเทศไทย ขณะที่ในวันสุดท้ายของการอพยพทางอากาศ ยังคงมีนักรบและผู้ลี้ภัยอีกหลายหมื่นคนถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง พวกเขาต่างคาดหวังว่า จะมีเครื่องบินกลับมาที่นี่อีกครั้ง แต่ไม่ช้าพวกเขาก็รู้ว่า ไม่มีเครื่องบินลำใดบินกลับมาที่ล่องแจ้งอีกเลย จากนั้นจึงเกิดคลื่นการอพยพทางบกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวม้งที่ต่างเดินเท้าหนีตายฝ่าป่าดงรกทึบ ทะลุเทือกเขา มุ่งหน้าลงใต้เพื่อข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาลี้ภัยในฝั่งไทย กลายเป็นจุดเริ่มต้นของศูนย์อพยพชาวม้งในประเทศไทย ก่อนชาวม้งนับแสนจะถูกส่งต่อไปยังประเทศที่สาม ทั้งสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส แคนาดา และออสเตรเลียในเวลาต่อมา
หลังสงครามลับได้จบสิ้นลง เมื่อชาวม้งและซีไอเออพยพออกไป เมืองล่องแจ้งได้ถูกทิ้งร้างและเงียบเหงา รัฐบาลลาวได้ประกาศให้ล่องแจ้งเป็นเขตทหารหวงห้ามอย่างเด็ดขาด ก่อนที่ในปี 2556 เมื่อสถานการณ์คลี่คลายไปราว 4 ทศวรรษ ทางการลาวได้ประกาศจัดตั้ง "แขวงไซสมบูรณ์" ขึ้น และกำหนดให้เมืองล่องแจ้งเป็นหนึ่งในเมืองหลักของแขวง พร้อมกับโยกย้ายข้าราชการ ครอบครัวทหาร และประชาชนชาวลาวหลากชาติพันธุ์ รวมถึงชาวม้งกลุ่มใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ปิดฉากเรื่องราวของ “สถานที่ที่ลับที่สุดในโลก” ในช่วงสงครามลับในลาวลงอย่างสมบูรณ์